in Life in Bangkok

ของอิเล็กทรอนิกส์ 5 อย่างที่ไม่น่าซื้อมาเลย

ตั้งแต่เด็กจนโตเราคงมีของที่คิดว่า “ไม่น่าซื้อมาเลย” อยู่ในใจบ้าง มีลิสต์นี้ค้างอยู่ในใจมานานแล้วแต่ไม่เคยเขียนออกสื่อ อยู่ๆวันนี้ก็อยากเขียนขึ้นมา

(จริงๆก็อยากแท็กให้คนอื่นทำต่อ แต่ยุคนี้ยังมีคนเขียนบล็อกเหลืออยู่กี่คนนะ… เอาเป็นว่าถ้าผ่านมาอ่านแล้วคิดว่ามันสนุกก็เอาไปทำต่อละกัน)

เรียงตามเวลาในการซื้อ

อุปกรณ์เสริม Sony PocketStation – 2,xxx บาท

โดนนิตยสารเกมสมัยนั้น (GameMag) มอมเมา ขอตังค์ปาป๊าซื้อมาอันนึง เอามาใช้ได้แค่ไม่กี่เกมเอง ที่จำได้ก็มี Final Fantasy ซักภาค เกมที่เล่นในนี้ก็ไม่ค่อยสนุก นอกนั้นไม่ได้ใช้ทำอะไรเลย ตอนนี้ก็ตั้งเป็นซากอยู่ที่ในเก๊ะที่บ้าน

pocket

เครื่องเล่น MiniDisk (MD) – 17,xxx บาท

ตอน ม.ต้น มีวอล์คแมนเป็นของตัวเองอันนึงไว้เล่นเทป สมัยนั้นเครื่องเล่น CD ก็เริ่มมาแล้วและเริ่มเป็นที่นิยมแล้วล่ะ แต่สมัยนั้นชอบฟังเพลง MP3 จาก Winamp ระหว่างใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า แต่ดันไปรู้จักเครื่องเล่น MD จากโคนัน (!!!) แล้วก็เห็นตามใบปลิวโฆษณา ก็เลยอยากได้ขึ้นมาเฉยๆ ไปไถตังค์บุพการีอีกรอบ (ตอนนั้นทำความดีความชอบหลายอย่างเช่นสอบเข้าที่ต่างๆได้)

แต่ปรากฎว่าหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด จะเอาเพลง MP3 ใส่เข้าไปใน MD ก็ยากมาก นึกว่าจะลากไปวางได้เลย (หวังไว้มาก) ตอนนั้นจะเอาเพลงใส่ต้องอัดเข้าไปเหมือนอัดเทป เศร้าสุดๆ แต่ก็ยังเพลงที่ชอบใส่เข้าไปได้ แค่เหนื่อยหน่อย น่าจะเก็บเงินรอเครื่องเล่น MP3 ดีๆ (ซึ่งก็ตามมาในเวลาไม่นานนัก)

sharp_md

พ็อคเกตพีซี Dopod 818pro – 27,xxx บาท

สิ่งที่คาดหวังไว้ตอนนั้นคือจะซื้อมาเขียนโปรแกรมเพื่อเข้า Samart Innovation Award ถ้าได้รางวัลก็เอามาถอนทุน คาดหวังไว้มากกก ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 1 หรือปี 2 นี่ล่ะ แล้วก็ได้ลงแข่งตามแผน ทำโปรแกรมเกี่ยวกับ Personal Finance แต่มั่นใจตัวเองมากเกินไปหน่อย คนเข้าแข่งค่อนข้าง competitive (ก็รุ่นพี่รุ่นน้องในคณะเดียวกันนี่ล่ะ) กรรมการก็ค่อนข้างเคี่ยวเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ถามผมตอนนำเสนองานว่า โปรแกรมจดรายจ่ายอันนี้คุณใช้เองด้วยรึเปล่า ตอนนั้นผมซื่อบื้อมาก ตอบไปตามตรงว่าไม่ได้ใช้ครับ (เพราะตอนนั้น mindset เป็นแบบว่าถ้ายังทำไม่เสร็จก็ไม่ต้องใช้จริง) ดร.สวนกลับมาแรงๆเลยว่าคุณเองยังไม่ใช้แล้วจะให้คนอื่นใช้ได้ยังไง =_=’ เสียเซลฟ์แทบคลานกลับบ้าน แต่สุดท้ายยังได้รางวัล Bronze มานะ ฮ่าๆ (15,000 บาทก่อนโดนหักภาษี)

มือถือเครื่องนี้เป็นการเปิดโลกการเขียนโปรแกรมบนสมาร์ทโฟนด้วย .NET Compact Framework ในขณะนั้น แต่ในแง่การเป็นมือถือแล้ว Windows Mobile นี่มันช่างแย่เอาซะมากๆ แถมแพงอีกต่างหาก

dopod818pro

แล็ปท็อป ThinkPad X200 – 7x,xxx บาท

เป็นอีกอันที่ทำใจยอมรับยากเหมือนกัน แล็ปท็อปเครื่องแรกของผมคือ ThinkPad R52 ซึ่งบึกบึนที่สุด และทำรายได้พิเศษให้เป็นจำนวนมาก (งานแข่งชิงรางวัลหลายงานทำบนเครื่องนี้) หลังจากใช้ R52 มา 3 ปีเกือบ 4 ปี ก็อยากได้แล็ปท็อปเครื่องใหม่ ยังคงไว้ใจแบรนด์ ThinkPad อยู่ เลยได้มาเป็นมาเจ้า X200 นี่ล่ะ

แต่ X200 มีปัญหาอีรุงตุงนังมากมาย อาทิเช่น เครื่องค้างไปดื้อๆ เว็บแคมหลวมต้องพาไปเคลมที่ศูนย์ โปรแกรมที่ติดมากับเครื่องที่ต้องใช้บ่อยๆ (เช่น utility สำหรับการจัดการ wireless network) อืดมากๆ ผิดกับประสบการณ์ที่ได้รับจาก R52 จากหน้ามือเป็นหลังตรีน ผมโทษว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะแบรนด์ ThinkPad โดนขายให้ Lenovo บริษัทสัญชาติจีนไปทำต่อ ซึ่งจริงๆ Lenovo ก็ผลิตเครื่องให้ ThinkPad อยู่แล้วจึงดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ก็ตามที่เห็นล่ะครับ… ทุกวันนี้เลยไม่แนะนำ ThinkPad ให้ใครอีกแล้ว (ตอนนี้ใช้ MBA 13″ สบายใจมาก หรือมันยังไม่มีปัญหาก็ไม่รู้สินะ…)

x200

เครื่องอ่านอีบุค Kindle DX Graphite – 16,xxx บาท

อันนี้จะทำใจให้เป็นกลางแล้วยอมรับว่า “ไม่น่าซื้อมาเลย” ยากหน่อย เพราะตั้งใจไว้ดิบดีจะซื้อมาอ่านหนังสือ แถมยังโฆษณาให้เพื่อนๆอีกด้วย ความตั้งใจตอนนี้คือมันมีหนังสือดีๆเป็น ไฟล์ PDF เยอะมาก แต่อ่านในคอมมันไม่สะดวก ถ้ามีจอที่มันไม่แสบตาอ่านได้เหมือนหนังสือก็เยี่ยมไปเลย

แต่ในทางปฎิบัติ หนังสือบางอย่างมันต้องพลิกหน้ากลับไปกลับมาอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการ เจ้า Kindle DX พลิกหน้าช้ามาก อีกอย่างคือถึง Kindle DX จะจอใหญ่แต่ก็ไม่ใหญ่เท่าขนาดกระดาษ A4 หนังสือที่ใช้พื้นที่เต็มๆ ก็จะทำให้ text ตัวเล็กไปอยู่ดี

สุดท้ายผมอ่านหนังสือจบไปบนนี้แค่ไม่กี่เล่มอีก แถมตอนนี้ยังมี Kindle Paperwhite เป็นของตัวเองอีกเครื่อง =_=’ ผมคิดว่า Kindle ไม่ว่าจะจอขนาดเท่าไหร่ก็ตาม มันเหมาะกับการอ่านหนังสือประมาณอ่านง่ายๆจากหน้าแรกไปหน้าสุดท้ายมากกว่า มันไม่เหมาะกับหนังสือที่ต้องพลิกไปพลิกมาเพื่ออ่านซ้ำหรือทำความเข้าใจเท่าไหร่

 

kindle_dx

 

 

Share Button

Comments

comments